การจัดการเรียนรู้เชิงรุกเพื่อพัฒนาความสามารถการอ่านจับใจความ



การจัดการเรียนรู้เชิกรุกเพื่อพัฒนาความสามารถการอ่านจับใจความ : 5 ขั้นตอนพิชิตการอ่าน

บทความโดย นายชุติเดช สุภารัตน์

ภาษาถือเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ เพราะภาษาเป็นเครื่องมือในการติดต่อสื่อสารระหว่างกัน หากขาดสื่อกลางนี้ มนุษย์คงไม่สามารถรวมตัวกันเป็นสังคมได้ ทักษะทางภาษาที่มนุษย์ใช้ในการสื่อสารประกอบด้วย การฟัง การดู การพูด การอ่าน และการเขียน มนุษย์ใช้ทักษะเหล่านี้เพื่อพัฒนาสติปัญญา ความคิด อาชีพ และบุคลิกภาพของตนเองและสังคม ภาษาไทยไม่เพียงแต่ เป็นเครื่องมือสื่อสาร แต่ยังเป็นเอกลักษณ์ ความมั่นคง และสมบัติทางวัฒนธรรมอันล้ำค่าของชาติ
   ในบริบทของการศึกษา การอ่านเป็นทักษะพื้นฐานที่สำคัญและจำเป็นต่อการเรียนรู้ ซึ่งเกียรติศักดิ์  ปุ่มแม้น (2567, น. 31) กล่าวว่า การอ่านจับใจความมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะทำให้ทราบสาระสำคัญของเรื่องและยังสามารถนำสิ่งที่อ่านไปใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ การอ่านมีความสำคัญต่อการแสวงหาความรู้ได้อย่างมากมาย และยังสามารถนำความรู้ได้จากการอ่านไปเป็นเครื่องมือในการศึกษาหาความรู้ในสาขาวิชาอื่น ๆ ได้อย่างดี อย่างไรก็ตาม ปฏิญญา โกมลกิติสกุล (2565, น. 2) กล่าวว่า นักเรียนส่วนใหญ่มีนิสัยรักการอ่านลดลง ทั้งจากหนังสือเรียน หนังสืออ่านนอกเวลา หรือหนังสือประเภทอื่น ส่วนหนึ่งเกิดจากนักเรียนส่วนมากเกิดความเบื่อหน่ายจากการอ่านจับใจความไม่เป็นหรืออ่านได้ช้า ไม่สามารถสรุปประเด็นสำคัญโดยการแยกใจความสำคัญออกจากใจความรองไม่ได้ตีความและอ่านไม่เข้าใจ ทำให้เกิดอุปสรรคต่อการเรียนรู้และการพัฒนาด้านอื่น ๆ ได้แก่ การนำไปใช้ การวิเคราะห์ การประเมินค่าต่อไป อีกทั้งยังส่งผลต่อการคัดกรองความสามารถในการอ่านและการเขียน สอดคล้องกับประวิทย์  รักษาแสง (2565, น. 180-181) กล่าวว่า สาเหตุข้อบกพร่องการรู้เรื่องการอ่าน ตามแนวทางโครงการประเมินผลนักเรียนร่วมกับนานาชาติ (PISA) สามารถแยกออกตามสมรรถนะ คือ มีปัญหาด้านการอ่าน ขาดแรงจูงใจในการเรียนขาดกระบวนการคิดจากเรื่องที่อ่าน ขาดทักษะกระบวนการอ่านจับใจความ มีปัญหาด้านความเข้าใจในใจความสำคัญ ขาดทักษะการตีความเนื้อเรื่องเพื่อนำไปสู่ความเข้าใจในสิ่ง ที่อ่าน ขาดกระบวนการอ่านเพื่อการสื่อความที่ถูกต้องมีปัญหาด้านทักษะที่จะวิเคราะห์เนื้อเรื่อง การให้ข้อโต้แย้งจากมุมมองของตนเองยังไม่มีเหตุผลในการโต้แย้งที่ถูกต้องและชัดเจน


กระบวนการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ถือเป็นแนวทางสำคัญที่มุ่งเน้นให้นักเรียนเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้และได้ลงมือปฏิบัติด้วยตนเองผ่านกิจกรรมต่างๆสามารถพัฒนาและแก้ไขปัญหาการอ่านของผู้เรียนได้ ซึ่งวรกุล  เชวงกูล (2564, น. 7) กล่าวว่า การเรียนรู้เชิงรุก หมายถึง การจัดการเรียนรู้ที่เน้นให้ผู้เรียนคิด และลงมือทำกิจกรรมต่าง ๆ ด้วยตนเอง เพื่อสร้างองค์ความรู้มากกว่าการเรียนรู้ที่เน้นให้ผู้เรียนเป็นผู้รับเพียงฝ่ายเดียว ในระหว่างการทำกิจกรรมผู้เรียนจะมีปฏิสัมพันธ์กันทั้งกับผู้สอนและเพื่อนร่วมชั้นจนนำไปสู่การพัฒนาทักษะกระบวนการและทักษะการคิดขั้นสูงของผู้เรียน นอกจากนี้ณัจฉรียา  ภาธรธนฤต (2566, น. 25) กล่าวว่า การจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ทำให้ผู้เรียนสามารถรักษาผลการเรียนรู้ให้อยู่คงทนได้มากและนานกว่ากระบวนการเรียนรู้ Passive Learning เพราะกระบวนการเรียนรู้ Active Learning สอดคล้องกับการทำงานของสมองที่เกี่ยวข้องกับความจำ โดยสามารถเก็บและจำสิ่งที่ผู้เรียนเรียนรู้อย่างมีส่วนร่วมมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อน ผู้สอน สิ่งแวดล้อม การเรียนรู้ที่ได้ผ่านการปฏิบัติจริงจะสามารถเก็บจำในระบบความจำระยะยาว (Long Term Memory) ทำให้ผลการเรียนรู้ยังคงอยู่ได้ในปริมาณที่มากกว่าระยะยาวนานกว่า จากมุมมองของนักวิชาการต่าง ๆ ที่ได้กล่าวถึงความสำคัญของการจัดการเรียนรู้เชิงรุก สรุปได้ว่า การจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาความสามารถการอ่านจับใจความของผู้เรียน เพราะเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติจริง มีปฏิสัมพันธ์ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และทำงานร่วมกับผู้อื่น ทำให้การเรียนรู้มีความหมายและจดจำได้ยาวนาน นอกจากนี้ยังส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ ความรับผิดชอบในตนเอง และความกระตือรือร้นในการเรียนรู้ พร้อมทั้งสนับสนุนให้ครูปรับบทบาทจากผู้ถ่ายทอดความรู้เป็นผู้อำนวยความสะดวกในการเรียนรู้ซึ่งนำไปสู่การพัฒนาทั้งผู้เรียนและครูอย่างรอบด้าน

การจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ได้กลายเป็นแนวทางที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในวงการศึกษา เนื่องจากเป็นกระบวนการที่มุ่งเน้นการมีส่วนร่วมของผู้เรียนอย่างเต็มที่ ส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ที่มีความหมายและสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตจริงได้ การทำความเข้าใจถึงความสำคัญของการจัดการเรียนรู้เชิงรุกจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้เห็นถึงคุณค่าที่มีต่อการพัฒนาทักษะความรู้ และศักยภาพของผู้เรียนในยุคสมัยที่เต็มไปด้วยการเปลี่ยนแปลงและความท้าทาย

    แนวทางการจัดการเรียนรู้เชิงรุกเพื่อพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความมีจุดร่วมสำคัญที่เน้นกระบวนการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ที่ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง โดยมีการเตรียมความพร้อมก่อนการอ่าน กระบวนการอ่านเชิงลึก การมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคม และการประเมินผลแบบบูรณาการโดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์และการจับใจความสำคัญจากบทอ่านการเลือกใช้แนวทางใดขึ้นอยู่กับบริบทการเรียนรู้และความเหมาะสมของผู้เรียน จากการสังเคราะห์แนวทางการจัดการเรียนรู้เชิงรุกเพื่อพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความ มี 5 ขั้นตอน ดังต่อไปนี้

1. ขั้นกระตุ้นให้อยากอ่าน


    ขั้นตอนนี้มุ่งกระตุ้นความสนใจและเตรียมความพร้อมของผู้เรียนให้ตื่นตัวต่อการเรียนรู้ โดยการเชื่อมโยงประสบการณ์เดิมของผู้เรียนกับเนื้อหาที่จะเรียน ผ่านการตั้งคำถามหรือนำเสนอสื่อที่กระตุ้นการคิดและการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เพื่อสร้างแรงจูงใจและจุดมุ่งหมายในการอ่าน

    กิจกรรมย่อยของขั้นกระตุ้นให้อยากอ่าน

    - การใช้สื่อ (ภาพ, คลิป, บทความสั้น) เพื่อเชื่อมโยงกับบทเรียน

    - การตั้งคำถามนำหรือสมมติฐานเกี่ยวกับเรื่องที่จะอ่าน

    - การอภิปรายร่วมกันในชั้นเรียนเกี่ยวกับหัวข้อที่เกี่ยวข้อง

    - การสำรวจโครงสร้างบทอ่าน (หัวข้อ, คำศัพท์สำคัญ)

    - การเล่นเกมกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อ

    - การสร้างมุมมองล่วงหน้าให้ผู้เรียนคาดเดาว่าเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร ก่อนเริ่มอ่าน เพื่อกระตุ้นจินตนาการ

2. ขั้นพินิจสารอย่างมีจุดมุ่งหมาย


    ขั้นตอนนี้เน้นให้ผู้เรียนอ่านเนื้อหาอย่างละเอียด เพื่อค้นหาคำตอบหรือใจความสำคัญโดยมีจุดมุ่งหมายชัดเจน เช่น การตอบคำถาม การหาความหมายของคำศัพท์ หรือการจับประเด็นหลัก โดยใช้กลวิธีการอ่าน เช่น การอ่านเร็ว ๆ (Skimming) อ่านแบบข้ามคำ เพื่อจับใจความและแนวคิดสำคัญของบทความนั้น ๆ การอ่านเพื่อสแกนหาคำสำคัญต่าง ๆ (Scanning) การตั้งคำถามระหว่างอ่าน (Questioning) รวมถึงการอ่านอย่างละเอียดเพื่อกระตุ้นการคิดเชิงลึกและจดจ่อกับจุดมุ่งหมายของการอ่าน

    กิจกรรมย่อยของขั้นพินิจสารอย่างมีจุดมุ่งหมาย

     - การสำรวจบทอ่าน (Previewing) สังเกตคำแรกของแต่ละย่อหน้า ตรวจสอบคำที่เน้น (ตัวหนา ตัวเอียง)

    - การอ่านเพื่อค้นหา 5W1H อ่านเพื่อหาคำตอบว่า ใคร ทำอะไร ที่ไหน เมื่อไหร่ ทำไม และอย่างไร

    - การสแกนหาคำสำคัญและตีความหมาย ร่วมถึงการแข่งขันสแกนคำหาคำสำคัญ

    - การอ่านบทความ 2 รอบ โดยรอบแรกเพื่อสำรวจภาพรวม แล้วอ่านซ้ำอย่างละเอียด

    - การใช้เครื่องมือช่วย เช่น ใช้ปากกา Highlight หรือจดโน้ตสั้น ๆ ข้างบทอ่านเพื่อเน้นประเด็นสำคัญ

3. ขั้นจับใจความสาระสำคัญ

    ขั้นตอนนี้มุ่งให้ผู้เรียนวิเคราะห์และสรุปสาระสำคัญของบทอ่าน โดยแยกแยะประเด็นหลักจากรายละเอียดย่อย และจัดระเบียบข้อมูลในรูปแบบที่เข้าใจง่าย เช่น การสรุปย่อ การอภิปรายเพื่อแก้ไขความไม่ชัดเจน หรือการตอบคำถามที่ต้องใช้การวิเคราะห์

   กิจกรรมย่อยของขั้นจับใจความสาระสำคัญ

    - การสรุปเนื้อหาด้วยภาษาของตนเอง

    - การเปรียบเทียบหรือเชื่อมโยงข้อมูลจากบทอ่านกับประสบการณ์เดิม

    - การตอบคำถามวิเคราะห์จากเนื้อเรื่องหรือเขียนอธิบายใจความสำคัญ

    - การจัดอันดับความสำคัญ ประเด็นที่สำคัญที่สุดในบทอ่าน แล้วอธิบายเหตุผล

    - การการสร้างแผนผังความคิด

4. ขั้นแบ่งปันด้วยการสนทนา


    ขั้นตอนนี้เป็นกระบวนการที่ผู้เรียนนำความรู้ ความเข้าใจ และสาระสำคัญที่ได้จากการอ่านมาสื่อสารและแลกเปลี่ยนกับผู้อื่นในรูปแบบต่างๆ เช่น การนำเสนอด้วยวาจา การเขียน การอภิปราย หรือการทำงานร่วมกันเป็นกลุ่ม เป้าหมายหลักคือการพัฒนาทักษะการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ และส่งเสริมการทำงานร่วมกันโดยผู้เรียนจะต้องใช้ภาษาของตนเองในการถ่ายทอดความคิด

   กิจกรรมย่อยของขั้นแบ่งปันด้วยการสนทนา

   - การนำเสนอสรุปใจความหน้าชั้นเรียนหรือในกลุ่มย่อย

   - การจับคู่สนทนา (Think-Pair-Share) เพื่อแลกเปลี่ยนคำถามและคำตอบ

   - การเขียนสรุปหรือสร้างสรรค์ผลงานจากบทอ่าน

   - การอภิปรายกลุ่ม ผู้เรียนในกลุ่มย่อยแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับบทอ่าน

5. ขั้นนำพาสะท้อนคิด

   ขั้นตอนนี้มุ่งให้ผู้เรียนทบทวนความเข้าใจและกระบวนการเรียนรู้ของตนเอง ผ่านการประเมินผลงาน การสะท้อนสิ่งที่เรียนรู้ และการวางแผนพัฒนาต่อไป ครูและผู้เรียนร่วมกันตรวจสอบความถูกต้องและให้ข้อเสนอแนะ เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องและการนำความรู้ไปใช้ในชีวิตจริง

   กิจกรรมย่อยของขั้นนำพาสะท้อนคิด

   - การตรวจคำตอบร่วมกันในชั้นเรียนและอภิปรายจุดที่ผิดพลาด

   - การอภิปรายสะท้อนคิด (สิ่งที่เรียนได้/สิ่งที่ยังสงสัย)

   - การนำความรู้จากบทอ่านไปใช้ในสถานการณ์จริง

   - การใช้เทคนิค Exit Ticket โดยให้ผู้เรียนเขียนคำตอบก่อนออกจากชั้นเรียน


    สรุป 5 ขั้นตอนการจัดการเรียนรู้เชิงรุกเพื่อพัฒนาความสามารถการอ่านจับใจความ มีดังนี้

  (1) ขั้นกระตุ้นให้อยากอ่าน คือ มุ่งกระตุ้นความสนใจและเตรียมความพร้อมของผู้เรียน โดยเชื่อมโยงประสบการณ์เดิมกับเนื้อหา ใช้คำถามหรือสื่อกระตุ้นความคิด
      (2) ขั้นพินิจสารอย่างมีจุดมุ่งหมาย คือ เน้นให้อ่านเนื้อหาอย่างละเอียดเพื่อหาคำตอบหรือใจความสำคัญ โดยใช้กลวิธีต่างๆ เช่น Skimming, Scanning, การตั้งคำถามระหว่างอ่าน
    (3) ขั้นจับใจความสาระสำคัญ คือ วิเคราะห์และสรุปสาระสำคัญของบทอ่าน แยกประเด็นหลักจากรายละเอียดย่อย และจัดข้อมูลให้เข้าใจง่าย
     (4) ขั้นแบ่งปันด้วยการสนทนา คือ แลกเปลี่ยนความรู้และความเข้าใจที่ได้จากการอ่านผ่านการพูด เขียน อภิปราย หรือทำงานกลุ่ม
      (5) ขั้นนำพาสะท้อนคิด คือ ทบทวนความเข้าใจและกระบวนการเรียนรู้ด้วยการประเมินผลงาน สะท้อนสิ่งที่ได้เรียนรู้ และวางแผนพัฒนาต่อไป



ทั้ง 5 ขั้นตอนนี้ ไม่เพียงช่วยให้ผู้เรียน “อ่านเป็น” แต่ยัง “เข้าใจลึก” และ “นำไปใช้ได้จริง” พร้อมทั้งปลูกฝังนิสัยรักการอ่าน ความรับผิดชอบในตนเอง และความกระตือรือร้นในการเรียนรู้ ซึ่งเป็นทักษะสำคัญสำหรับการดำรงชีวิตในศตวรรษที่ 21ดังนั้น การจัดการเรียนรู้เชิงรุกจึงไม่ใช่แค่ “เทคนิคการสอน” แต่คือ “ปรัชญาการศึกษา” ที่เปลี่ยนห้องเรียนให้เป็นพื้นที่แห่งการค้นพบ ความร่วมมือ และการเติบโตอย่างยั่งยืน ทั้งสำหรับผู้เรียนและผู้สอน ที่จะร่วมกันสร้าง “คนอ่านที่เข้าใจโลก” และ “คนคิดที่เปลี่ยนแปลงสังคม” ได้อย่างแท้จริง


พัฒนานวัตกรรมโดย ครูชุติเดช สุภารัตน์


รายการอ้างอิง
เกียรติศักดิ์  ปุ่มแม้น. (2567). การพัฒนาความสามารถด้านการอ่านจับใจความด้วยเทคนิคการจัดการเรียนรู้แบบ SQ4R โดยใช้นิทานสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 (วิทยานิพนธ์มหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา).

ณัจฉรียา  ภาธรธนฤต. (2566). การบริหารงานวิชาการด้านการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (ACTIVE LEARNING) ของโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพะเยา (การค้นคว้าอิสระ, มหาวิทยาลัยพะเยา).

ปฏิญญา โกมลกิติสกุล. (2565). การพัฒนาความสามารถด้านการอ่านจับใจความของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ด้วยการจัดการเรียนรู้แบบ OK5R ร่วมกับเทคนิคเพื่อนคู่คิด (การค้นคว้าอิสระ, มหาวิทยาลัยนเรศวร).

ประวิทย์  รักษาแสง. (2565). การพัฒนาโปรแกรมส่งเสริมการรู้เรื่องการอ่านตามแนวทางโครงการประเมินผลนักเรียนร่วมกับนานาชาติ(PISA) (วิทยานิพนธ์มหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยมหาสารคาม).

วรกุล  เชวงกูล. (2564). ผลการจัดการเรียนรู้เชิงรุกโดยใช้กระบวนการกลุ่ม รายวิชาการออกแบบการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาไทย ของนักศึกษาชั้นปีที่ 2 มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา (รายงานการวิจัย). นครราชสีมา: มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา.


ความคิดเห็น