นครราชสีมาเป็นหนึ่งในจังหวัดสำคัญของภาคอีสานที่มีประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมอันโดดเด่น โดยเฉพาะนิทานพื้นบ้านที่เต็มไปด้วยเรื่องเล่าอันน่าประทับใจซึ่งถ่ายทอดผ่านจินตนาการและวิถีชีวิตของชาวโคราช นิทานเหล่านี้จัดเป็นวรรณกรรมมุขปาฐะที่เล่าสืบต่อกันมาด้วยภาษาร้อยแก้วเรียบง่าย มีโครงเรื่องไม่ซับซ้อน มักจบแบบสมหวังหรือแฝงคติสอนใจ เดิมทีเล่าด้วยปากเปล่าในวงสนทนาและไม่มีผู้สร้างดั้งเดิมที่ชัดเจน ต่อมาเมื่อสังคมพัฒนามีความเจริญก้าวหน้าด้านการศึกษาและการพิมพ์ จึงมีการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร ทำให้เนื้อหาที่เคยเล่าสู่กันฟังถูกเก็บรักษาในรูปแบบหนังสือ นิทานเหล่านี้ไม่เพียงให้ความบันเทิง แต่ยังสะท้อนวัฒนธรรม ความเชื่อ และวิถีชีวิตอีสานอย่างแท้จริง อีกทั้งยังมีบทบาทสำคัญทั้งในการสร้างความสัมพันธ์ในชุมชน ปลูกฝังคุณธรรม ซึ่งจำแนกประเภทของนิทานพื้นบ้านนครราชสีมาดังต่อไปนี้
1. นิทานเกี่ยวกับสัตว์ เป็นนิทานที่ใช้สัตว์เป็นตัวเอก เพื่อแสดงลักษณะนิสัย ความฉลาด หรือแฝงคติสอนใจ มักสะท้อนพฤติกรรมของมนุษย์โดยให้สัตว์มีนิสัยคล้ายคน และเน้นการสอนเรื่องการใช้สติปัญญาอย่างรอบคอบ ตัวอย่าง เรื่อง นกกระจอกอาสาพระราชา
นิทานสัตว์เรื่อง นกกระจอกอาสา
กาลครั้งหนึ่ง
ในดินแดนอันเงียบสงบแห่งหนึ่ง
มีพระราชาผู้ทรงอำนาจปกครองอาณาจักรอย่างเปี่ยมไปด้วยความเมตตา แต่แล้ววันหนึ่ง
ความสงบสุขก็ถูกทำลายลง เมื่อพญานกอินทรีขนาดยักษ์ปรากฏกายเหนือท้องฟ้าของเมือง
มันโฉบลงมาจับชาวบ้านเป็นอาหารอย่างไม่ลดละ ไม่ว่าจะเป็นชายหญิงหรือเด็กเล็ก
ไม่มีใครปลอดภัยจากกรงเล็บอันแหลมคมของมันอีกต่อไป
ประชาชนต่างหวาดกลัวและร้องขอความช่วยเหลือจากพระราชา
แม้พระราชาจะพยายามรวบรวมนักรบฝีมือดีเพื่อปราบนกอินทรี แต่ก็ไม่มีใครสำเร็จ
บางคนถูกกรงเล็บของมันฉีกกระชากจนแทบไม่เหลือซาก สุดท้าย
พระราชาจึงประกาศป่าวร้องหาผู้กล้าหากสามารถปราบนกอินทรีย์ได้
จะยกครึ่งหนึ่งของอาณาจักรให้เป็นรางวัล แต่ไม่มีใครกล้าเข้ามาอาสาเลย
กระทั่งวันหนึ่ง
นกกระจอกตัวหนึ่งตัวเล็กจ้อย เข้ามาเสนอตัวต่อหน้าพระพักตร์ของพระราชา
ผู้คนต่างหัวเราะเยาะและสงสัยในความกล้าของมัน
เพราะนกกระจอกนั้นตัวเล็กกว่านกอินทรีหลายเท่า
แต่นกกระจอกแสดงออกถึงความแน่วแน่และเต็มใจที่จะเสี่ยงชีวิตเพื่อปกป้องชาวบ้าน
พระราชาจึงอนุญาตให้มันลองดู นกกระจอกบินตรงไปยังถ้ำของพญานกอินทรี
มันใช้ปัญญาและความรวดเร็วในการวางแผน
มันทราบดีว่าการเผชิญหน้าโดยตรงนั้นไม่อาจเอาชนะได้
จึงอาศัยความฉลาดคิดแผนการขึ้นมา โดยท้าพญานกอินทรีให้ทิ้งตัวลงมาจากหน้าผาสูง
เพื่อพิสูจน์พลังอำนาจของมันเอง หากนกกระจอกแพ้ มันพร้อมยอมตาย แต่หากพญานกอินทรีพลาด
มันจะต้องรับผลกรรมของตนเอง
พญานกอินทรีที่มั่นใจในกำลังของตนตอบรับคำท้า
นกกระจอกบินขึ้นไปบนยอดหน้าผาสูงชัน และปล่อยตัวลงมาเบาๆ
ก่อนจะเบี่ยงตัวหลบอย่างรวดเร็ว พญานกอินทรีย์เห็นเช่นนั้นก็หัวเราะเยาะ
จากนั้นมันก็บินขึ้นไปบนหน้าผาสูงและทิ้งตัวลงมาอย่างแรงด้วยความเร็วมหาศาล
มันหมายจะทับนกกระจอกให้แหลกเหลว แต่ด้วยความที่นกกระจอกตัวเล็กและว่องไว
มันเบี่ยงตัวหลบได้ทันเวลา ทำให้พญานกอินทรีแทนที่จะทับนกกระจอกกลับตกลงกระแทกก้อนหินใหญ่ด้านล่างอย่างแรง
กรงเล็บแหลมคมและปีกแข็งแรงถูกทำลาย ร่างของมันแหลกสลายในทันที เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจ
นกกระจอกบินกลับมาหาพระราชาพร้อมรายงานข่าวว่าพญานกอินทรีได้ตายลงแล้ว
พระราชาทรงยินดีเป็นล้นพ้น และถามนกกระจอกว่าต้องการรางวัลอะไรเป็นพิเศษ
แต่นกกระจอกเพียงขออนุญาตให้อาศัยอยู่ตามชายคาบ้านเรือนของประชาชนเท่านั้น
ไม่ต้องการรางวัลอื่นใด
นับจากนั้นเป็นต้นมา
นกกระจอกกลายเป็นสัญลักษณ์ของความกล้าหาญและความฉลาด
พวกมันไม่จำเป็นต้องอาศัยอยู่ในป่ารกชื้นอีกต่อไป
แต่กลายเป็นเพื่อนร่วมบ้านที่ใกล้ชิดกับมนุษย์
เราจึงพบเห็นนกกระจอกบินโฉบไปมาตามชายคาและใต้หลังคาบ้านเสมอมา
ดุจดังคำสัญญาที่มันได้รับจากพระราชาในวันนั้นเฉพาะตามบ้านเรือนในเมืองเท่านั้น
2. นิทานสอนใจ เน้นการปลูกฝังคุณธรรมต่าง ๆ เช่น ความกตัญญูและความซื่อสัตย์ รวมทั้งแสดงผลของการทำดี มีลักษณะเป็นเรื่องสั้น กระชับ ได้ใจความ และมักดัดแปลงจากชาดกหรือประสบการณ์ชีวิตจริง ตัวอย่าง เรื่อง เจ้าเมืองใจอารี
กาลครั้งหนึ่ง ในดินแดนอันสงบสุขแห่งหนึ่ง มีพระราชาผู้ทรงคุณธรรมปกครองบ้านเมืองด้วยความเมตตาพระองค์ไม่เคยละเลยทุกข์สุขของประชาชน แม้แต่เรื่องเล็กน้อยที่ชาวบ้านร้องเรียนมา ก็จะได้รับการแก้ไขอย่างรวดเร็ว พระราชาทรงเป็นที่รักใคร่อย่างลึกซึ้งของราษฎร เพราะนอกจากจะดูแลบ้านเมืองให้อุดมสมบูรณ์แล้ว ยังทรงเสียสละเวลาเพื่อเยี่ยมเยียนผู้คนในชนบทเสมอ
แต่วันหนึ่ง
พระราชาทรงฝันเห็นภาพน่ากลัว เมืองทั้งเมืองถูกไฟลุกโชนเผาผลาญจนไม่เหลือซาก
ครั้นตื่นจากฝัน พระองค์ทรงรู้สึกกังวลใจยิ่งนัก จึงทรงเชิญโหรหลวงมาทำนาย
โหรพินิจดวงดาวและฟ้าดินแล้วจึงกราบทูลว่า อีกสองปีข้างหน้า
เมืองนี้จะประสบภัยแห้งแล้งอย่างหนัก ฝนจะไม่ตกนานถึงเจ็ดปี
ส่งผลให้ข้าวยากหมากแพง และอาจนำมาซึ่งความอดอยากล้มตายของชาวบ้านจำนวนมาก เมื่อทราบคำทำนาย
พระราชาทรงเศร้าโศก แต่ไม่ยอมปล่อยให้ความกลัวครอบงำ พระองค์ทรงประกาศนโยบายใหม่
ให้ชาวนาเพิ่มพื้นที่เพาะปลูกและเก็บเกี่ยวข้าวให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
เพื่อเตรียมอาหารสำรองไว้ใช้ในยามวิกฤต
พระราชาทรงสนับสนุนเครื่องมือการเกษตรและแรงงานเพิ่มเติมให้กับชาวนา
รวมถึงตรัสกระตุ้นให้ทุกคนช่วยกันดูแลพืชผลอย่างเต็มที่ ไม่นานนัก
ยุ้งฉางทั่วเมืองก็เต็มไปด้วยข้าวเปลือกและอาหารแห้ง
เวลาผ่านไปสองปีตามคำทำนาย
ฟ้าปิดสนิท หยาดน้ำฝนไม่หลั่งลงมาแม้แต่หยดเดียว แผ่นดินแห้งเหือด
แม่น้ำลำธารแห้งขอด ชาวเมืองเริ่มประหยัดอาหารที่มีอยู่อย่างระมัดระวัง
พระราชาทรงแบ่งปันอาหารจากพระราชฐานออกมาแจกจ่ายให้ประชาชน
แม้พระองค์เองจะต้องรับประทานอาหารเพียงเล็กน้อยก็ตาม หกปีผ่านไป
ข้าวในยุ้งฉางเริ่มหมดลง ชาวเมืองอดอยากล้มตายกันมากขึ้นทุกวัน
พระราชาทรงร้องไห้ทุกคืนเพราะความสงสาร ทรงพยายามหาทางช่วยเหลือราษฎรอย่างไม่ลดละ
กระทั่งวันหนึ่ง คนทำครัวกราบทูลว่า ข้าวในพระราชฐานหมดสิ้นแล้ว
ไม่มีอะไรเหลือให้ทำอาหารอีกต่อไป
พระราชาทรงนำเศษเมล็ดข้าวที่เหลืออยู่เพียงกำมือเดียวมาหุง
หวังจะแบ่งให้ชาวเมืองที่ยังคงรอคอยอย่างอดทนได้กิน ขณะที่ข้าวกำลังถูกหุง
พระราชาเหลือบไปเห็นพระภิกษุรูปหนึ่งเดินโซซัดโซเซเข้ามาด้วยความหิวโหย
แม้พระองค์จะรู้ว่าหากมอบข้าวให้พระภิกษุแล้ว ชาวเมืองอาจไม่มีอะไรกิน
แต่ด้วยความเมตตาและศรัทธา
พระราชาทรงตัดสินใจแบ่งข้าวทั้งหมดใส่บาตรถวายแด่พระภิกษุ โดยไม่คำนึงถึงความหิวโหยของตนเอง
เช้าวันรุ่งขึ้น
เมื่อชาวเมืองกลับมาเปิดยุ้งฉางที่เคยว่างเปล่า ทุกคนต่างตกตะลึง
เมื่อพบว่าข้าวเปลือกเต็มยุ้งฉางอย่างปาฏิหาริย์
ไม่มีใครรู้ว่าข้าวเหล่านี้มาจากไหน
พระราชาทรงเชื่อว่านี่เป็นผลบุญจากการเสียสละและความเมตตาของพระองค์ที่ไม่เคยละทิ้งการทำดี
แม้ในยามที่ต้องเผชิญกับความยากลำบากที่สุด ด้วยข้าวที่ปรากฏขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์
ชาวเมืองใช้ข้าวนั้นเลี้ยงชีพมาจนครบเจ็ดปี กระทั่งฟ้ากลับมาโปรยปรายฝนอีกครั้ง
แผ่นดินกลับมาอุดมสมบูรณ์ และชาวเมืองก็สามารถปลูกข้าวได้เหมือนเดิม
พระราชาทรงกลายเป็นตำนานของความเมตตาและความเสียสละ ที่สอนให้ทุกคนรู้ว่า
การทำดีและเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ย่อมนำมาซึ่งความโชคดีและความรอดพ้นในยามวิกฤต
3. นิทานมุขตลก เป็นนิทานสั้นที่มุ่งสร้างความขบขันผ่านการเน้นความฉลาด ความโง่ กลโกง หรือเหตุการณ์ผิดปกติ มักล้อเลียนความโง่เขลาหรือพฤติกรรมแปลก ๆ ของมนุษย์ และบางครั้งก็แฝงการเสียดสีสังคม ตัวอย่างเช่น เรื่อง พ่อตากับลูกเขย
นิทานมุขตลกเรื่อง พ่อตากับลูกเขย
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว
ณ หมู่บ้านแห่งหนึ่ง เมื่อกลิ่นปลาร้าคลุ้งลอยจากครัวทุกหลัง ควายเป็นสมบัติล้ำค่า
และข้าวในยุ้งฉางคือความมั่งคั่ง ตาแสงผู้มีหนวดงามและผ้าขาวม้าคาดเอวแน่น
รักลูกสาวยิ่งกว่าถ้วยน้ำพริก ต้องมาเจอกับลูกเขยจอมแสบชื่อจันทร์ ผู้มีรอยยิ้มเจ้าเล่ห์และสมองไวราวกับปลาไหลในลำตะคอง
จันทร์แต่งงานกับนวล ลูกสาวคนเดียวของพ่อตาแสง ด้วยหวังครองไหปลาร้าและนาข้าว
แต่พ่อตาแสงตั้งใจจะทดสอบลูกเขยเจ้าเล่ห์ ไม่ยอมให้ได้สมบัติง่ายๆ
ตาแสงคิดจะลองใจลูกเขยใหม่
เลยเสนอให้ไปไถนาโดยใช้ควายตัวโตชื่อ "ไอ้เฒ่า"
ซึ่งปกติไอ้เฒ่านี้ขี้เกียจสุด ๆ
แค่เห็นแอกก็ตีหน้าเซื่องซึมเหมือนหมาขี้เกียจข้างเถียงนา
"เอ็งอยากได้สมบัติข้า
ก็ต้องรู้จักเหนื่อยเสียก่อน!" ตาแสงยิ้มเจ้าเล่ห์ ส่งแอกควายให้ลูกเขย
ทิดจันทร์รับคำแต่โดยดี
แต่แทนที่จะเหนื่อยลากควายไถไปอย่างที่ตาแสงหวัง เขากลับหยิบเอากะลามะพร้าวสองใบ
เจาะรูร้อยเชือก แล้วสวมให้ที่หูควายเหมือนหูฟัง ทิดจันทร์กระซิบข้างหูควายเบา ๆ
ว่า
"ถ้าเจ้าทำงานเสร็จเร็ว
ๆ เย็นนี้จะพาไปหานางบัวควายสาวบ้านข้าง ๆ นะ"
ไม่รู้ว่าเพราะอะไร
ไอ้เฒ่าที่ปกติเฉื่อยช้า กลับลากไถพรวด ๆ อย่างกับวิ่งแข่งควายเดือนสิบ
ร่องนาลึกเป็นทางตรงดิ่งสวยงามเหมือนวาดเส้นไม้บรรทัด แถมเสร็จก่อนเที่ยงเสียอีก!
ตาแสงอ้าปากค้าง
เหงื่อตกซิก ๆ ต้องเดินมาเกาคางตัวเองพลางบ่น
"หึ...แค่วันแรกก็โดนมันหลอกควายจนได้!"คราวถัดมา
ตาแสงยังไม่เข็ด
วางแผนชวนลูกเขยไปแข่งเลี้ยงวัว โดยตกลงกันว่า ใครเลี้ยงวัวได้อ้วนที่สุดในสามวัน
จะได้วัวทั้งหมดไป ทิดจันทร์พยักหน้าแต่โดยดี พอตกกลางคืนก็มุดเข้าในคอกวัว
เอาน้ำอ้อยข้น ๆ ลูบตัววัวของตนเสียจนมันเลียเองทั้งคืน น้ำหนักขึ้นเอา ๆ
ทั้งที่ไม่ได้กินอะไรเพิ่ม ส่วนวัวของตาแสงนั้น กินจนท้องบวมแต่ดันอึไม่ออก
เช้าวันตัดสิน วัวทิดจันทร์มันอ้วนกลมดิกเหมือนลูกแตงโมใหญ่ ส่วนวัวตาแสงหน้าตาหมองเหมือนหมาแพ้ข้าวเหนียว
ตาแสงหน้าแตกอีกครา คราวนี้ถึงกับตั้งวงเหล้าสารภาพกับเพื่อนบ้านว่า
สู้ลูกเขยไม่ได้จริง ๆ
พอตบท้ายก่อนยอมแพ้ ตาแสงก็คิดแผนเด็ดสุดท้าย
ชวนทิดจันทร์ไปแข่งจับปลาที่หนองกลางทุ่ง พร้อมตั้งกติกาว่า
ใครจับได้ปลามากกว่าก็เอาทั้งหนองไปเลย
ตาแสงแอบเอาขี้เถ้าจากเตาไฟที่บ้านมาสาดลงน้ำ หวังให้ปลาตกใจมุมาหน้าตน
พอปลาพากันว่ายหนีขี้เถ้า ทิดจันทร์ก็ไม่พูดไม่จา เดินอ้อมไปอีกฟากหนึ่ง
แล้วแอบใช้เถาวัลย์มัดต้นกล้วยอ่อน ๆ กดให้จมน้ำ ทำเป็นแพเล็ก ๆ ใต้น้ำ
ปลากลัวขี้เถ้าที่ตาแสงสาดมา
ก็พากันว่ายมาหาที่หลบในพุ่มกล้วยของทิดจันทร์จนแน่นไปหมด พอถึงเวลาเก็บปลา
ทิดจันทร์ก็เพียงแต่ยื่นสวิงลง
4. นิทานอธิบายเหตุ ทำหน้าที่อธิบายปรากฏการณ์ธรรมชาติ ลักษณะของสัตว์ พืช หรือพิธีกรรมตามความเชื่อท้องถิ่น โดยให้คำตอบแบบพื้นบ้านที่แตกต่างจากวิทยาศาสตร์ มักมีสัตว์หรือพืชเป็นตัวละครหลัก ตัวอย่างเช่น เรื่อง ทำไมบอนจึงคัน (นางบอน)
นิทานพื้นบ้านเรื่อง
"ทำไมบอนจึงคัน"
ณ หมู่บ้านเล็กๆ ริมลำน้ำแห่งหนึ่ง
มีครอบครัวหนึ่งประกอบด้วยสามีภรรยาและลูกน้อยหลายคน ครอบครัวนี้ควรจะมีความสุข
แต่กลับพบแต่ความทุกข์ เพราะฝ่ายภรรยาเป็นคนปากร้าย
ชอบพูดจาหยาบคายกับสามีและคนรอบข้าง ไม่ว่าสามีจะทำสิ่งใดก็ไม่ถูกใจ วันๆ
มีแต่คำด่าทอรุนแรงดังไปทั่วหมู่บ้าน ลูกๆ
ของพวกเขาต้องใช้ชีวิตท่ามกลางความขัดแย้ง ไม่เคยได้นอนหลับอย่างสงบ จนทำให้ร่างกายอ่อนแอ
เจ็บป่วยบ่อยครั้ง น่าสงสารยิ่งนัก ชาวบ้านต่างพากันเวทนาเด็กๆ
แต่ก็ไม่กล้าเข้าไปยุ่งเกี่ยว เพราะกลัวลิ้นคมของหญิงผู้นั้น
วันหนึ่งยามเย็น
ท้องฟ้าสีแดงเรื่อ สามีภรรยาพากันไปอาบน้ำที่ลำคลองใกล้หมู่บ้าน
ซึ่งเป็นจุดที่ชาวบ้านนิยมไปอาบน้ำกัน ขณะที่สามีกำลังเตรียมตัวลงน้ำ
ภรรยาก็เริ่มหาเรื่องด่าว่าเขาต่อหน้าชาวบ้านที่มาอาบน้ำ
ด้วยถ้อยคำรุนแรงกว่าที่เคย ชาวบ้านพากันมองด้วยความอับอายแทนสามี ความอดทนที่สะสมมานานหลายปีระเบิดออกมา
เขาผลักภรรยาอย่างแรง จนนางพลัดตกลงไปในลำน้ำที่กำลังเชี่ยวกราก
เพราะฝนตกหนักในป่าต้นน้ำมาหลายวัน เมื่อหญิงปากร้ายตกลงไป
กระแสน้ำก็พัดพานางจมหายไปทันที สามีตกใจมาก รู้สึกผิดที่ทำให้นางตกน้ำ
จึงกระโดดลงไปช่วย เขาว่ายน้ำเก่ง แต่กระแสน้ำนั้นเชี่ยวเกินไป
สามีพยายามคว้าตัวนางไว้ได้ แต่เมื่อพานางขึ้นมาบนฝั่ง ก็พบว่านางไม่หายใจแล้ว ด้วยความตกใจและเสียใจ
เขาได้แต่ร้องถามว่า "เข็ดหรือยัง? อย่าปากร้ายแบบนี้อีก"
แต่สิ่งประหลาดก็เกิดขึ้น ร่างไร้วิญญาณนั้นเหมือนจะกระตุก
และริมฝีปากขยับเป็นคำว่า "ไม่เข็ด!"
เสียงสุดท้ายก่อนที่วิญญาณจะหลุดลอยออกไป ด้วยความหวาดกลัวและโกรธแค้นสามีจึงใช้ดาบที่พกติดตัวตัดศีรษะนางออก
แล้วโยนศีรษะนั้นลงไปในลำน้ำที่กำลังเชี่ยวกราก
ศีรษะของหญิงปากร้ายลอยไปตามน้ำ
ไกลออกไปทางทิศใต้ ตลอดเส้นทางที่ศีรษะลอยผ่าน พืชริมน้ำจะเหี่ยวแห้งทันที
ปลาที่ว่ายเข้าใกล้ก็ลอยคว่ำตาย
น้ำในลำธารตรงจุดที่ศีรษะลอยผ่านจะขุ่นเป็นสีเหลืองน่ากลัว
ชาวบ้านริมน้ำตลอดทางเล่าว่าได้ยินเสียงด่าทอแว่วมาตามสายลมทุกคืนตลอดสามวันสามคืน
เนื้อหนังบนศีรษะค่อยๆ เน่าเปื่อยหลุดออก จนเหลือเพียงกะโหลกเปล่า
ลอยไปติดอยู่บริเวณตลิ่งหน้าวัดศรีสนามคงคา ซึ่งอยู่ห่างจากหมู่บ้านไปไกลมาก วัดแห่งนี้เป็นวัดที่สงบร่มเย็น
พระสงฆ์ทุกรูปล้วนมีความเมตตา ปฏิบัติธรรมเคร่งครัด และอยู่ร่วมกันด้วยความสามัคคี
ไม่เคยมีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งมาก่อน
เช้าวันหนึ่ง
พระสงฆ์หนุ่มรูปหนึ่งเดินลงมาล้างเท้าที่ลำน้ำ เห็นกะโหลกลอยมาติดตลิ่ง
คิดว่าเป็นกะลามะพร้าว เลยนำมาใช้ตักน้ำล้างเท้าเรื่องประหลาดก็เกิดขึ้น
ทันทีที่พระสงฆ์รูปนั้นใช้กะโหลกตักน้ำ เขากลับรู้สึกหงุดหงิดอย่างประหลาด
เดินกลับไปวัดด้วยใบหน้าบึ้งตึง เมื่อพบพระรูปอื่นก็เกิดโทสะ พูดจาหยาบคาย
ผิดกับนิสัยปกติโดยสิ้นเชิง ไม่เพียงแค่พระรูปนั้น พระรูปอื่นๆ
ที่อยู่ใกล้ก็พลอยรู้สึกโกรธเคืองไปด้วย จนเกิดการทะเลาะวิวาทขึ้นในวัด
ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเลยในรอบสิบปี
ท่านสมภารผู้เป็นเจ้าอาวาส
สังเกตเห็นความผิดปกตินี้ จึงออกตามหาสาเหตุ จึงสรุปได้ว่าความวุ่นวายนี้เกิดจากกะโหลกศีรษะของวิญญาณอาฆาตแค้นแน่นอน
ท่านสมภารจึงนำกะโหลกไปทำพิธีเผาให้เป็นเถ้าในกองไฟศักดิ์สิทธิ์
เปลวไฟลุกโชติช่วงเป็นสีแดงเพลิง เถ้าถ่านของกะโหลกถูกนำไปฝังที่ป่าละเมาะหลังวัด
ซึ่งเป็นที่ที่บอนขึ้นอยู่มากมาย เถ้าของวิญญาณหญิงปากร้ายซึมลงดิน
ต้นบอนดูดซับเอาพลังอาฆาตแค้นนั้นเข้าไป
หลายวันต่อมา
ญาติโยมนำปลาย่างมาถวายสมภาร ท่านอยากฉันแกงบอนปลาย่าง จึงสั่งให้ไปตัดบอนมาแกง
แต่แปลกตรงที่บอนในป่าหลังวัดมีขนาดใหญ่ผิดปกติ ใบเขียวเข้มกว่าที่เคยเห็น
เมื่อแกงเสร็จ สมภารลองฉันคำแรกก็รู้สึกคันปากมากจนทนไม่ไหว
แม้จะล้างปากหลายครั้งก็ไม่หาย ท่านนั่งสมาธิและเห็นนิมิต
เข้าใจทันทีว่าเถ้ากระดูกของหญิงปากร้ายได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของต้นบอน
ทำให้บอนที่เคยมีรสหวานกลายเป็นพืชที่ทำให้คัน ชาวบ้านจึงพยายามหาวิธีแก้คัน
และพบว่ามะขาม ข่า ตะไคร้ สมุนไพรเหล่านี้สามารถบรรเทาอาการคันได้
นับแต่นั้นมา บอนจึงกลายเป็นพืชที่กินแล้วคันคอ และชาวบ้านต้องใส่มะขามเปียก ข่า
ตะไคร้
ชาวโคราชนิยมนำบอนมาแกงกับปลาย่าง
เรียกว่า แกงบอนปลาย่าง บางครัวเรือนนิยมแกงบอนกับปลาส้ม หรือแกงบอนกับเนื้อสัตว์ชนิดต่างๆ
ซึ่งเป็นอาหารพื้นบ้านที่มีรสชาติเข้มข้นกลมกล่อม
นับเป็นภูมิปัญญาของชาวโคราชที่รู้จักนำสิ่งไม่ดีมาปรับใช้ให้เกิดประโยชน์
5. นิทานชีวิต สะท้อนวิถีชีวิต ความยากจน ความขัดแย้งในครอบครัว และสภาพสังคมของชาวบ้าน ให้แง่คิดเกี่ยวกับการดำเนินชีวิต ตัวอย่างเช่น เรื่องแม่ย่าตาบอด
นิทานชีวิตเรื่อง
แม่ย่าตาบอด
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว
ในหมู่บ้านเล็กๆ ที่รายล้อมด้วยป่าใหญ่อันเงียบสงบ มีหญิงชราคนหนึ่งชื่อ
เป็นผู้สูงอายุที่ตาบอด มองเห็นได้เพียงเลือนลาง แต่แกเป็นคนใจดี อ่อนโยน
และไม่เคยทำร้ายใครในครอบครัว ทุกคนจะเรียกว่า “แม่ย่า” เธออาศัยอยู่กับลูกชายและลูกสะใภ้ของแก
ซึ่งลูกชายเป็นคนดีและรักแม่ย่ามาก แต่ลูกสะใภ้กลับเกลียดแม่ย่าเข้าไส้
เพราะคิดว่าแกเป็นภาระและไร้ประโยชน์ลูกสะใภ้พยายามแกล้งทำดีต่อหน้าสามีเสมอ
เพื่อไม่ให้เขาจับได้ว่าเธอเกลียดแม่ย่า แต่เมื่อสามีไม่อยู่ เธอก็แสดงธาตุแท้ออกมาจนหมดเปลือก
วันหนึ่ง
เมื่อสามีออกไปทำงานนอกบ้าน ลูกสะใภ้เตรียมอาหารพิเศษสำหรับแม่ย่า
โดยนำขี้ควายมาใส่ถ้วย เติมน้ำปลา พริก ข้าวคั่ว และข้าวเบือลงไป
จากนั้นจึงนำไปให้แม่ย่ากินด้วยใบหน้าแสร้งยิ้มแย้ม แม่ย่าซึ่งแม้จะตาบอด
แต่ประสาทการดมกลิ่นและรสชาติยังคงไวมาก เมื่อได้กลิ่นเหม็นเน่าและลองชิมดู
ก็รู้ทันทีว่าอาหารนี้ไม่ใช่ลาบที่ควรจะเป็น
แกเล่าเรื่องนี้ให้ลูกชายฟังเมื่อเขากลับมา
แต่ลูกสะใภ้กลับแก้ตัวอย่างหน้าตาเฉยว่า "ฉันเอาเทามาทำลาบให้แม่ย่ากินเอง
แม่แกคงไม่รู้จักเลยหาว่าเป็นขี้ควาย!"
ลูกชายเชื่อคำแก้ตัวของภรรยา
และปลอบใจแม่ย่าว่าคงเข้าใจผิดไปเอง แต่ในใจแม่ย่ากลับเจ็บปวดและเสียใจมาก
เพราะแกรู้ว่าลูกสะใภ้กำลังโกหก
วันต่อมา
ลูกสะใภ้ทำอาหารแปลกๆ อีกครั้ง โดยนำปลิงสดๆ มาปิ้งให้แม่ย่ากิน
ปลิงบางตัวยังไม่สุกดี แถมเหนียวจนเคี้ยวไม่ได้ แม่ย่าพยายามบอกลูกชายว่า
"ลูกเอ๋ย แม่กินอะไรบางอย่างที่เหมือนสายยาง เคี้ยวไม่ได้เลย
มันแข็งและเหนียวมาก" ลูกสะใภ้กลับแก้ตัวอีกว่า "แม่แกเข้าใจผิดอีกแล้ว!
นั่นคือปลาหลดที่ฉันตัดหัวตัดหางออก แม่แกตาบอดก็เลยไม่รู้ว่ามันคือปลา
ไม่ใช่ปลิงแน่นอน!" แม้ลูกชายจะเริ่มสงสัยในคำพูดของแม่ย่า
แต่เขาก็ยังเชื่อภรรยามากกว่า เพราะลูกสะใภ้แสร้งทำเป็นร้องไห้และพูดว่า
"ถ้าแม่ย่าหาว่าฉันแกล้งแกอีก ฉันคงอยู่บ้านนี้ไม่ได้แล้ว!"
ลูกชายจึงต้องปลอบใจภรรยาและไม่กล้าถามแม่ย่าอีก
ลูกสะใภ้เริ่มทนไม่ไหวและคิดว่า
หากต้องการอยู่อย่างมีความสุข เธอต้องกำจัดแม่ย่าให้พ้นทาง เธอจึงวางแผนกับสามี
โดยพูดจาหว่านล้อมว่า
"แม่ย่าแกไม่มีประโยชน์อะไรแล้ว ทั้งตาบอด ทั้งแก่
ทั้งกินทั้งนอน แค่เปลืองข้าวเปลืองปลา เราควรกำจัดแกเสีย จะได้สบายใจ"
สามีเริ่มรู้สึกผิดและลังเล
แต่ลูกสะใภ้ก็ขู่ว่า "ถ้าเธอไม่ยอมทำตาม ฉันจะไปจากบ้านนี้และหาสามีใหม่
แล้วเธอก็เลี้ยงลูกไปเองเถอะ!"
สุดท้าย
สามียอมทำตามแผนการของภรรยา
พวกเขาตัดสินใจพาแม่ย่าไปทิ้งไว้บนกองฟอนเผาศพในป่าช้าตอนกลางคืน
โดยแกล้งทำเป็นว่าแม่ย่าตายแล้ว
เมื่อถึงเวลากลางคืน
ทั้งสองคนมัดแม่ย่าไว้และหามแกไปที่ป่าช้า แต่ด้วยความรีบร้อน
พวกเขากลับลืมไม้ขีดไฟไว้ที่บ้าน
จึงวางแม่ย่าไว้บนกองฟอนและกลับไปเอาไม้ขีดทั้งคู่
เพราะไม่มีใครกล้าอยู่คนเดียวในป่าช้า
ระหว่างที่แม่ย่าถูกทิ้งไว้บนกองฟอน แกพยายามดิ้นรนแก้มัดอย่างสุดกำลัง แม้จะตาบอดและไม่รู้ว่าทางไหนคือทางกลับบ้าน แต่แกก็พยายามคลำหาทางออกมาจากป่าช้า ขณะเดินผ่านป่าช้า แม่ย่าสะดุดกับห่อผ้าผืนใหญ่ที่โจรซ่อนไว้ แกหยิบขึ้นมาคลำดูและพบว่าข้างในเต็มไปด้วยเงินทอง เสื้อผ้า และทรัพย์สินมากมาย แม่ย่าตกใจแต่ก็รีบห่อของกลับมาบ้านด้วยความระทึก
เมื่อทั้งสองกลับมาที่กองฟอน
พวกเขาพบว่าแม่ย่าหายไปแล้ว
พอมาถึงบ้านก็เห็นแม่ย่านั่งอยู่ในบ้านพร้อมกับทรัพย์สินมากมาย
ลูกสะใภ้ถามอย่างสงสัยว่า "แม่ย่าไปเอาของพวกนี้มาจากไหน?"
แม่ย่าตอบด้วยเสียงสงบว่า
"ผีมันให้มาล่ะลูก ตอนที่แม่นอนอยู่บนกองฟอนคนเดียว มันเวทนาแม่
เลยให้ทรัพย์สินพวกนี้มา"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น
ลูกสะใภ้และสามีเกิดความโลภขึ้นมาทันที
พวกเขาคิดว่าหากแม่ย่าคนเดียวยังได้ทรัพย์สินมากมายขนาดนี้
ถ้าพวกเขาไปด้วยกันสองคน คงจะได้มากกว่านี้หลายเท่า
แม่ย่ารู้ถึงความคิดของพวกเขา
จึงบอกว่า "ถ้าอยากไปก็ไปกันทั้งสองคนเลยนะ แต่อย่าลืมเอาไฟไปด้วย
จะได้ไม่ต้องเสียเวลาเดินกลับมาเอาอีก"
ในคืนนั้น
ลูกสะใภ้และสามีเดินทางไปยังกองฟอนในป่าช้า
ฝ่ายลูกสะใภ้ซึ่งเต็มไปด้วยความโลภและใจบาป ขอขึ้นไปนอนบนกองฟอนก่อน
และให้สามีจุดไฟเผาตนเพื่อลวงผี เมื่อไฟลุกโชน สามีที่โง่และไม่สงสัยอะไร
ยืนรออยู่โดยไม่รู้ว่าภรรยาของเขาถูกไฟคลอกตายอย่างทรมาน
ส่วนตัวเขาเองก็ไม่กล้าขึ้นไปบนกองฟอนอีก จึงกลับมาบ้านเพื่อรอภรรยา
แต่เมื่อไม่เห็นนางกลับมา จึงเดินกลับไปดูอีกครั้ง
พบเพียงขี้เถ้าของภรรยาที่เหลืออยู่
แม่ย่าแม้จะตาบอด แต่แกเป็นคนดีและใจเย็น ไม่เคยคิดทำร้ายใคร ทั้งยังได้รับความเมตตาจากผีในป่าช้า ขณะที่ลูกสะใภ้และสามีที่ทำบาปต่อแม่ย่า กลับต้องรับผลกรรมจากความโลภและความใจบาปของตนเอง
6. นิทานมหัศจรรย์ เป็นเรื่องราวที่มีอิทธิปาฏิหาริย์และการผจญภัยของตัวเอกที่มักเผชิญอุปสรรค บางครั้งเกี่ยวข้องกับการกำเนิดโลกและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เน้นชัยชนะของธรรมะ มีโครงเรื่องแบบ “เด็กกำพร้า” หรือ “คนจนผู้มีจิตใจดี” ที่ต้องออกเดินทาง และมักมีเวทมนตร์หรือของวิเศษช่วยเหลือ แฝงคติสอนใจเรื่องความดีชนะความชั่ว ตัวอย่างเช่น เรื่องไก่แก้วหอมชู
นิทานพื้นบ้านโคราช ไก่แก้วหอมชู
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ เมืองโบราณ ในหมู่บ้านเล็กๆ
มีชายหนุ่มผู้หนึ่งชื่อว่า "กำพร้า"
ด้วยเหตุที่เขาสูญเสียพ่อแม่ตั้งแต่เยาว์วัย เหลือเพียงย่าชราที่คอยเลี้ยงดู
ชีวิตยากไร้ต้องขุดเผือกมันในป่ามากินประทังชีวิตไปวัน ๆ วันหนึ่งขณะที่กำพร้ากำลังขุดมันอยู่ในป่าลึก
เขาได้พบกับนายพรานผู้ชำนาญการดักสัตว์
นายพรานเห็นความยากลำบากของกำพร้าจึงชวนให้เรียนวิชาการต่อไก่ป่า
ซึ่งขายได้ราคาดีกว่าขุดมัน กำพร้าเรียนรู้อย่างตั้งใจ
ไม่นานก็สามารถจับไก่ป่าได้วันละห้าหกตัว นำมาแบ่งกับนายพรานคนละครึ่ง
ส่วนของตนเองนำไปแลกข้าวสารและอาหารมาเลี้ยงดูย่า
ในคืนเดือนวันเพ็ญ หลังจากกำพร้าออกไปวางตาข่ายไว้ก่อนนอน
เขาฝันเห็นไก่เผือก (ไก่ขาว) พอรุ่งเช้าจึงรีบไปดูตาข่าย สิ่งอัศจรรย์ก็เกิดขึ้น มีไก่เผือกงดงามติดตาข่ายอยู่จริงๆ
ขนขาวเปล่งประกายราวกับเพชร แต่เมื่อกำพร้าวิ่งเข้าไปจับ
ไก่ตัวนั้นกลับสะบัดตัวแรงหนีไป
กำพร้าควานจับได้เพียงขนหางเส้นเดียวก่อนที่ไก่จะวิ่งหนีลงรูตรงโคนต้นไทรใหญ่ ขนหางไก่ในมือกำพร้านั้นส่งกลิ่นหอมประหลาด
หอมมากกว่าดอกไม้ใดๆ ในโลก กำพร้านำกลับไปเสียบไว้ที่ชายคาบ้าน
กลิ่นหอมนั้นลอยไกลไปทั่ว แม้แต่ในวังของพระยาจาตูมก็ได้กลิ่นหอมประหลาดนี้ จึงเกิดความสงสัยใคร่รู้
รับสั่งให้เสนาอำมาตย์ออกตามหาต้นตอของกลิ่น
ทั่วทั้งเมืองไม่มีผู้ใดรู้ว่ากลิ่นนี้มาจากไหน
จนในที่สุดพวกเขาก็มาถึงกระท่อมของกำพร้าและพบว่ากลิ่นนั้นมาจากขนไก่ที่เสียบอยู่ที่ชายคา
พระยาจาตูมทรงพิศวงในกลิ่นหอมของขนไก่ยิ่งนัก
และยิ่งตื่นเต้นเมื่อกำพร้าเล่าว่าขนนี้มาจากไก่เผือกวิเศษที่หนีลงรูไป ด้วยความอยากได้ไก่วิเศษ
พระราชาจึงให้กำพร้าไปยังรูที่ไก่หนีลงไป และรับสั่งให้ทหารขุดรูให้กว้างขึ้น
แต่ก็ยังไม่ถึงก้นบึ้ง มีแต่รูเล็กต่อลงไปอีก โหรหลวงทูลว่ารูนี้เชื่อมต่อกับเมืองบาดาล
แดนของพญานาค ต้องใช้สายยนต์วิเศษหย่อนลงไปเท่านั้น แต่ไม่มีผู้ใดกล้าลงไป
กำพร้าจึงอาสาตนเองด้วยเงื่อนไขว่าพระราชาต้องดูแลย่าของเขาให้ดี
พระองค์ตกลงและส่งสิ่งของพร้อมเสบียงมากมายไปให้ย่าของกำพร้า
กำพร้าถูกหย่อนลงไปในรูลึกด้วยสายยนต์ จนในที่สุดก็มาถึงดินแดนสีเขียวมรกต เป็นเมืองบาดาลอันงดงามวิจิตร มีปราสาทแก้วระยิบระยับ กำพร้าเดินสำรวจไปเรื่อยๆ จนมาถึงบริเวณที่มีหญิงสาวงดงามนั่งทอผ้าอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ นางชื่อสีดา ธิดาพญานาค เมื่อพบหน้ากันทั้งสองต่างรู้สึกคุ้นเคยราวกับเคยพบกันมาก่อน กำพร้าเกิดความรักในทันที และเล่าเรื่องไก่เผือกให้ฟัง นางสีดายิ้มและบอกว่าตัวนางเองคือไก่เผือกขาวที่เขาตามหา ทั้งสองต่างระลึกชาติได้ว่าเคยเป็นคู่ครองกันมาก่อน กำพร้าขอนางสีดาจากพญานาค ซึ่งพญานาคไม่ขัดข้องเพราะเห็นว่าทั้งสองมีบุญต่อกัน เมื่ออาศัยอยู่ด้วยกันได้ระยะหนึ่ง กำพร้าคิดถึงย่า จึงขอลาพญานาคพานางสีดากลับไปยังโลกมนุษย์ผ่านเชือกสายยนต์เดิม ระหว่างทางนางลืมแหวนวิเศษ กำพร้ารีบกลับไปหยิบแหวนให้ แต่เมื่อมาถึงนางสีดาแตะสายยนต์จนกระตุก ผู้คนด้านบนรู้สึกสายตึงจึงดึงนางขึ้นไปบนโลกมนุษย์ ส่วนกำพร้าติดอยู่ในเมืองนาค มิอาจตามไปทัน
ทหารนำนางสีดาไปที่พระราชวัง พระยาจาตูมทรงหลงใหลนางสีดา
หวังแต่งตั้งเป็นมเหสี แต่ตัวนางร้อนราวกับไฟ พระองค์จึงจัดวังแยกให้ ส่วนกำพร้าเสียใจกลับไปร้องไห้ต่อหน้าพ่อพญานาค
ท่านจึงเนรมิตให้เขาหลับฝัน ไปโผล่ในป่าทางเมืองลาว เมื่อตื่นมาเขาร่อนเร่เพียงลำพัง
และพบนางอำภาลูกเลี้ยงของยักษ์ ทั้งสองตกลงรักกัน นางอำภามอบไม้เท้าวิเศษ (ต้นชี้ตายปลายชี้เป็น)
ให้กำพร้าและพาหนีแม่ยักษ์ จนไปพบพระฤาษี พระฤาษีมอบหมากแห้งให้พวกเขาเดินทางต่อ
จนถึงเมืองหนึ่งที่มีนางจันทรา ธิดาเจ้าเมือง ถูกงูกัดตาย กำพร้าจึงลองรักษาด้วยไม้เท้าวิเศษและหมากแห้งจนนางฟื้นคืนสติ
ชาวเมืองโห่ร้องดีใจ เจ้าเมืองมอบนางจันทราให้กำพร้า และเรียกเขาว่า ท้าวกำพร้า
ท้าวกำพร้าคิดถึงย่า จึงพานางอำภาและนางจันทราเดินทางกลับไปที่เมืองเดิมของตน
เมื่อถึงกระท่อมพบคุณย่าอยู่ในสภาพที่อัตคัดขัดสนเพราะพระยาจาตูมไม่รักษาสัญญาที่เคยบอกว่าจะดูแลคุณย่า
ท้าวกำพร้าโกรธ ประกาศขอท้าสู้ เขาใช้ไม้เท้าวิเศษชี้ให้กองทัพตายทั้งเมือง พระยาจาตูมยอมจำนนคืนนางสีดา
ท้าวกำพร้าชี้ไม้เท้าอีกด้านให้ทหารทุกคนฟื้นคืน พระยาจาตูมจึงมอบเมืองให้เขาครอง ท้าวกำพร้าสร้างปรางค์สีดา
ให้สีดาเป็นมเหสีเอก สร้างปราสาทเมืองสูงให้นางจันทรา สร้างปราสาทเมืองต่ำให้นางอำภา
และรับย่ามาอยู่ด้วยความสุข เมื่อนางสีดาล่วงลับ อำเภอสีดาจึงได้ชื่อตามชื่อของนางสีดา
7. นิทานประจำถิ่น อธิบายความเป็นมาของสถานที่ โบราณสถาน บุคคลสำคัญ หรือสิ่งสำคัญในท้องถิ่นโดยอิงสถานที่จริง มักเชื่อมโยงกับสถานที่จริงในจังหวัดนครราชสีมา เช่น วัด แม่น้ำ หรือโบราณสถาน และบางเรื่องเกี่ยวข้องกับวีรบุรุษในประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ตัวอย่างเช่น เรื่องท้าวปาจิต-นางอรพิม
นิทานพื้นบ้านเรื่อง
"ท้าวปาจิตกับนางอรพิม"
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว
ณ เมืองพนมรุ้งอันยิ่งใหญ่ มีเจ้าเมืองปกครองด้วยความร่มเย็น
ท่านมีโอรสรูปงามชื่อว่า "ท้าวปาจิต"
ผู้เพียบพร้อมด้วยวิชาความรู้และความสามารถ เป็นที่รักใคร่ของประชาชน ครั้นเมื่อท้าวปาจิตอายุได้
16 ปี เจ้าเมืองได้เรียกโหรหลวงมาทำนายดวงชะตาของโอรส
โหรหลวงทำนายว่าคู่ครองของท้าวปาจิตเป็นหญิงสามัญชน แต่เป็นผู้มีบุญวาสนามาก
ขณะนี้กำลังอยู่ในครรภ์มารดา โดยมีวิธีสังเกตคือแสงพระอาทิตย์ทรงกลดสว่างเป็นเงากั้นอยู่เหนือศีรษะของหญิงผู้เป็นมารดานั้น
ท้าวปาจิตได้ฟังคำทำนายก็เกิดความสนใจ จึงตัดสินใจออกตามหาหญิงผู้เป็นคู่ครองด้วยตนเอง
ท้าวปาจิตปลอมตัวเป็นชาวบ้านธรรมดา ออกเดินทางไปตามหมู่บ้านต่างๆ ในแถบลุ่มน้ำมูล
ท่องไปทั่วดินแดนอีสานใต้
หลายวันผ่านไป
จนกระทั่งท้าวปาจิตเดินทางมาถึงเมืองพิมาย เขาได้พบกับชาวนาคู่หนึ่ง
สามีภรรยากำลังทำนาอยู่ ภรรยานั้นมีนามว่านางบัว กำลังตั้งครรภ์แก่
และมีแสงพระอาทิตย์ทรงกลดอยู่เหนือศีรษะตามคำทำนาย
ท้าวปาจิตจึงขออาศัยอยู่กับครอบครัวนั้น โดยอาสาช่วยทำงานในไร่นา ครั้นเมื่อนางบัวคลอดบุตร
เป็นทารกหญิงรูปงามดั่งนางฟ้า ได้ชื่อว่า “อรพิม”
ท้าวปาจิตอดใจไม่ไหวแอบมองเด็กน้อยด้วยความปลื้มปีติ
แต่ก็ยังคงปิดบังตัวตนที่แท้จริง รอคอยวันที่อรพิมเติบใหญ่ ปีเดือนผ่านไป
เด็กหญิงอรพิมเติบโตขึ้นเป็นหญิงสาวงดงามที่สุดในละแวกนั้น ผู้คนเล่าลือกันไปทั่วถึงความงามของนาง
จนกระทั่งอรพิมอายุได้ 16 ปี
ท้าวปาจิตจึงเปิดเผยความจริงว่าตนเป็นโอรสแห่งเจ้าเมืองพนมรุ้ง
และขอแต่งงานกับนางอรพิม "ข้าจะกลับไปเมืองพนมรุ้ง
แล้วจะยกขันหมากกลับมาสู่ขอเจ้าอย่างสมเกียรติยศ" ท้าวปาจิตกล่าวก่อนลาจาก
ระหว่างที่ท้าวปาจิตเดินทางกลับบ้านเมือง
ข่าวความงามของนางอรพิมได้ล่วงรู้ไปถึงท้าวพรหมทัต ผู้ครองเมืองพิมาย
ท้าวพรหมทัตอยากเห็นโฉมนางด้วยตาตนเอง จึงแอบไปดูและเกิดหลงรักทันที
ด้วยอำนาจของกษัตริย์ ท้าวพรหมทัตสั่งให้ทหารไปรับตัวนางอรพิมมายังวัง
เพื่อบังคับให้นางเป็นมเหสี นางอรพิมร้องไห้คร่ำครวญ แต่ก็ต้องจำยอม
เมื่อถึงวังนางถูกบังคับให้เข้าพิธีอภิเษกสมรสกับท้าวพรหมทัต
แต่เมื่อใดที่ท้าวพรหมทัตเข้าใกล้นาง ร่างของนางจะร้อนเป็นไฟจนไม่อาจแตะต้องได้
เป็นเช่นนี้ทุกครั้ง นี่เป็นเพราะหัวใจของนางมอบให้ท้าวปาจิตไปแล้ว
ฝ่ายท้าวปาจิตเมื่อกลับมาพร้อมขันหมากอันยิ่งใหญ่
ก็พบว่านางอรพิมถูกบังคับให้แต่งงานกับท้าวพรหมทัตไปแล้ว ด้วยความโกรธแค้น
ท้าวปาจิตเทขันหมากทิ้งลงแม่น้ำมูล ทันใดนั้นน้ำก็เดือดพล่านก่อเกิดเป็นลำน้ำปลายมาศ
ท้าวปาจิตแอบเข้าเมืองพิมายโดยปลอมตัวเป็นพี่ชายของนางอรพิม และขอเข้าพบนาง
เมื่อทั้งสองได้พบกัน ต่างร้องไห้โผเข้ากอดกันด้วยความคิดถึง
ท้าวปาจิตวางแผนแก้แค้น และลอบเข้าไปในห้องบรรทมของท้าวพรหมทัตในยามราตรี
ปลิดชีพท้าวพรหมทัตด้วยดาบอันคมกริบ หลังจากนั้น
ท้าวปาจิตและนางอรพิมรีบหลบหนีออกจากเมืองพิมาย โดยลงเรือหนีไปตามลำน้ำมูล
มุ่งหน้ากลับเมืองพนมรุ้ง ระหว่างทางพวกเขาได้พบสามเณรรูปหนึ่งที่มีฤทธิ์มาก
สามเณรใช้อุบายแยกท้าวปาจิตกับนางอรพิมให้พรากจากกัน โดยทำให้ทั้งสองหลงทิศและพลัดหลงกัน
นางอรพิมเดินทางหลงเข้าไปในป่าลึก
จนกระทั่งมาพบกับอาศรมของพระฤๅษี ผู้มีเมตตารับนางไว้เป็นลูกศิษย์
พระฤๅษีรู้ความจริงทั้งหมดจากญาณวิเศษ และสอนให้นางรู้จักอดทนรอคอย ส่วนท้าวปาจิตเที่ยวตามหานางอรพิมไปทั่ว
ผ่านอุปสรรคและความยากลำบากนานัปการ จนในที่สุดก็มาถึงอาศรมของพระฤๅษี
และได้พบกับนางอรพิม ทั้งสองดีใจจนน้ำตาไหล พระฤๅษีเห็นความรักอันแน่วแน่ของทั้งสอง
จึงแนะนำให้กลับไปจัดการพิธีศพท้าวพรหมทัตให้สมพระเกียรติก่อน เพื่อให้ดวงวิญญาณไปสู่สุคติ
ท้าวปาจิตและนางอรพิมเห็นด้วย จึงกลับไปเมืองพิมาย จัดงานถวายพระเพลิงศพอย่างสมพระเกียรติให้ท้าวพรหมทัต
เมื่อเสร็จพิธีแล้ว
ทั้งสองจึงเดินทางกลับเมืองพนมรุ้ง
พระราชบิดาของท้าวปาจิตดีใจที่ได้พบโอรสและสะใภ้
จัดพิธีอภิเษกสมรสให้อย่างยิ่งใหญ่ ท้าวปาจิตและนางอรพิมครองรักกันอย่างมีความสุข
ปกครองเมืองพนมรุ้งด้วยความเมตตายุติธรรม ชาวเมืองอยู่เย็นเป็นสุขตลอดมา
ตำนานท้าวปาจิตกับนางอรพิมในความหมายของการเป็นชื่อบ้านนามเมืองท้องถิ่นอีสานใต้
ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในแถบอำเภอพิมาย
จังหวัดนครราชสีมา ตลอดจนชาวบ้านในแถบภาคอีสานตอนใต้
ที่รับรู้เรื่องท้าวปาจิตกับนางอรพิม เชื่อว่าเรื่องดังกล่าวนั้นเป็นเรื่องจริง
เพราะชาวบ้านเห็นว่าในเขตอำเภอพิมาย
และในอาณาบริเวณพื้นที่ใกล้เคียงตลอดจนพื้นที่ห่างไกลออกไปจนถึงราชอาณาจักรกัมพูชา
ได้ปรากฏชื่อบ้านนามเมือง กับได้พบร่องรอยประเภทโบราณวัตถุสถาน ที่ชาวบ้านเชื่อว่าแหล่งสถานที่และโบราณสถานเหล่านั้นคือ
หลักฐานที่ช่วยสนับสนุนและมีความสอดคล้องสมจริงกับเรื่องท้าวปาจิตกับนางอรพิม
แยกกล่าวได้ดังนี้
1. ชื่อบ้านสำเร็จ
หรือบ้านสัมฤทธิ์ (อ.พิมาย จ.นครราชสีมา) ที่กล่าวถึงในตำนานท้าวปาจิตกับนางอรพิม
คือชื่อหมู่บ้านที่เชื่อว่าเป็นที่อยู่ของนางบัวผู้เป็นมารดากับนางอรพิมอาศัยอยู่
และท้าวปาจิตได้มาพบเนื้อคู่สมประสงค์ดังคำทำนายจึงเรียกชุมชนหรือหมู่บ้านแห่งนี้ว่า
บ้านสำเร็จ หรือบ้านสัมฤทธิ์
2. ชื่อบ้านถนนนางคลาน (อ.คง
จ.นครราชสีมา)
คือชื่อหมู่บ้านที่กล่าวถึงอยู่ในตำนานท้าวปาจิตกับนางอรพิมว่าเป็นบริเวณที่นางอรพิมในวัยเด็กเคยมาหัดคลานในพื้นที่แห่งนี้
ต่อมาเมื่อพื้นที่บริเวณนี้เกิดเป็น
ชุมชนหรือหมู่บ้านขึ้นจึงเรียกว่า
บ้านถนนนางคลาน
3. ชื่อบ้านนางเดิน
หรือนางเหิญ ในภาษาเขมร (อ.พิมาย จ.นครราชสีมา)
คือชื่อชุมชนหรือหมู่บ้าน ที่ชาวบ้านในสมัยหลัง ๆ ล่วงมาแล้วเชื่อกันว่า
เมื่อครั้งที่นางอรพิมอยู่ในวัยเด็ก นางได้มาหัดเดินในบริเวณพื้นที่
แห่งนี้
ต่อมาเมื่อพื้นที่บริเวณนี้เกิดเป็นชุมชนหรือหมู่บ้านขึ้นจึงเรียกว่า บ้านนางเหิญ
หรือ บ้านนางเดิน
4.
ชื่อลำน้ำลำปลายมาศ คือชื่อชื่อลำน้ำที่อยู่ในเขตอำเภอลำปลายมาศ
จังหวัดบุรีรัมย์เป็นลำน้ำที่เชื่อว่าท้าวปาจิตนำขันหมากมาเทลงน้ำที่ลำน้ำน้ำแห่งนี้
(มาศ แปลว่า ทอง)
5. ชื่อบ้านกงรถ
(อ.ห้วยแถลง นครราชสีมา) คือชื่อหมู่บ้านที่มีกล่าวถึงอยู่ในตำนานท้าวปาจิตกับนางอรพิมว่า
เป็นชื่อหมู่บ้านที่ชาวบ้านเชื่อว่า ท้าวปาจิตได้นำราชรถมาทิ้งไว้ในบริเวณพื้นที่
("กงรถ" เป็นชื่อ
ส่วนประกอบในส่วนที่เป็นวงล้อของราชรถ)
ต่อมาเมื่อพื้นที่บริเวณนี้เกิดเป็นชุมชนหรือหมู่บ้านขึ้น
จึงเรียกว่า บ้านกงรถ
6. ชื่อเมืองพนมรุ้ง
ซึ่งในปัจจุบันคือปราสาทหินพนมรุ้ง ที่อยู่ในเขตอำเภอเฉลิมพระเกียรติ
(ในอดีตคืออำเภอนางรอง) จังหวัดบุรีรัมย์
ชื่อเมืองพนมรุ้งนี้ ที่มีกล่าวถึงอยู่ในตำนานท้าวปาจิตกับ
นางอรพิมว่า คือชื่อเมืองของท้าวปาจิต
7. ชื่อบ้านพลับพลา
มีกล่าวถึงอยู่ในตำนานท้าวปาจิตกับนางอรพิม
เป็นชื่อที่ชาวบ้านเชื่อกันว่าท้าวพรหมทัตเคยไปตั้งพลับพลาเมื่อคราที่เสด็จออกประพาสป่า
ต่อมาเมื่อพื้นที่บริเวณนี้เกิดเป็นชุมชนหรือหมู่บ้านขึ้นจึงเรียกว่า บ้านพลับพลา
ปัจจุบันบ้านพลับพลามีสถานะเป็นตำบล
พลับพลา อยู่ในเขตอำเภอโชคชัย
จังหวัดนครราชสีมา
8. ชื่อเมืองพิมาย
คือ ชื่อเมืองที่เชื่อกันว่าเป็นเมืองของพระเจ้าพรหมทัต และยังหมายถึง
คำที่นางอรพิมเรียกท้าวปาจิตที่ตามมาพบ
โดยเรียกว่า "พี่มา" แล้วแผลงมาเป็น "พิมาย" จึงได้นำ
คำเรียกนั้นมาตั้งเป็นชื่อเมือง คือ
เมืองพิมาย
8. นิทานศาสนา เกี่ยวข้องกับหลักธรรมและความเชื่อทางพุทธศาสนา มักเล่าถึงพระชาติของพระโพธิสัตว์ ตัวอย่างเช่น เรื่องศุภมิตร-เกศินี
นิทานศาสนาเรื่อง ศุภมิตร
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในดินแดนแห่งจำปากนคร
มีกษัตริย์ผู้ทรงคุณธรรมและเปี่ยมไปด้วยเมตตาพระนามว่า "ศุภมิตร"
พระองค์ปกครองบ้านเมืองด้วยหลักทศพิธราชธรรม
ชาวบ้านทุกคนอยู่เย็นเป็นสุขภายใต้การดูแลของพระองค์ พระนางเกศินี
พระมเหสีของพระศุภมิตร เป็นหญิงงามและจิตใจดี มีพระโอรสสองพระองค์ คือ พระชัยเสน
และ พระชัยทัต ซึ่งกำลังเจริญวัยในวัยเด็ก
วันหนึ่ง พระอนุชาของพระศุภมิตรได้คิดกบฏเพื่อชิงราชบัลลังก์ บรรดาอำมาตย์ทราบเรื่องนี้จึงรีบกราบทูลพระศุภมิตร แต่แทนที่จะเตรียมกองทัพเพื่อตอบโต้ พระศุภมิตรกลับเลือกเสียสละอำนาจเพื่อหลีกเลี่ยงความสูญเสียแก่ทหารและประชาชน พระองค์ตัดสินใจลอบหนีออกจากเมืองพร้อมกับพระมเหสีและพระโอรสทั้งสอง โดยไม่มีใครรู้ เมื่อถึงเช้าวันใหม่ พระมหาอุปราชก็เข้ายึดอำนาจได้อย่างง่ายดาย
ระหว่างการเดินทาง
ครอบครัวศุภมิตรมาถึงต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง พบลูกนกแขกเต้าสองตัวอยู่ในรัง
พ่อแม่นกออกไปหาอาหาร พระชัยเสนและพระชัยทัตอยากได้ลูกนกไปเล่น
แต่เมื่อพระศุภมิตรและพระนางเกศินีห้ามปราม เด็กๆ
ก็ร้องไห้งอแงจนพระศุภมิตรต้องยอมปีนขึ้นไปนำลูกนกลงมาให้เล่น หลังจากนั้น
พระศุภมิตรสอนพระโอรสเรื่องบาปกรรมและนำลูกนกกลับไปไว้ในรังด้วยความระมัดระวัง
เมื่อเดินทางมาถึงแม่น้ำสายใหญ่
พระศุภมิตรต้องพาครอบครัวข้ามไปฝั่งโน้นเพื่อหนีภัย แต่ไม่มีเรือหรือแพใดผ่านมาเลย
พระศุภมิตรจึงตัดสินใจอุ้มพระนางเกศินีข้ามแม่น้ำไปก่อน
จากนั้นจะกลับมารับพระโอรสทั้งสอง แต่ขณะที่พระศุภมิตรกำลังว่ายน้ำกลับมา
นายสําเภาที่แล่นผ่านมาเห็นพระนางเกศินีซึ่งงดงามมาก จึงอุ้มพระนางลงเรือไปด้วยความโลภ
ในเวลาเดียวกัน พระชัยเสนและพระชัยทัตก็ถูกนายประมงที่ทอดแหหาปลาพบเห็น
นายประมงเห็นว่าเด็กทั้งสองงดงามจึงอุ้มพวกเขาลงเรือไปโดยไม่ฟังคำร้องขอของพระโอรส
พระศุภมิตรเมื่อว่ายน้ำกลับมาไม่พบพระมเหสีและพระโอรส
พระองค์ร้องไห้คร่ำครวญด้วยความโศกเศร้าและเหนื่อยล้าจนสลบไป
เมื่อฟื้นคืนสติ
พระศุภมิตรใช้พระปัญญาตรึกตรองและตัดสินใจออกเดินทางต่อไปยังเมืองตักศิลา
ที่ซึ่งเจ้าเมืองเพิ่งสิ้นพระชนม์และไม่มีผู้ใดเหมาะสมจะครองบัลลังก์
ตามโบราณราชประเพณี เหล่าโหรพราหมณ์ใช้ราชรถถูกวิ่งเสี่ยงทายเพื่อหาผู้มีบุญปกครองอาณาเขต
และหยุดตรงที่พระศุภมิตรบรรทมหลับอยู่
พระองค์จึงได้รับการเชิญให้ขึ้นครองราชย์สมบัติ
ในเมืองตักศิลา พระชัยเสนและพระชัยทัตเติบโตเป็นหนุ่มรูปงาม นายประมงที่เลี้ยงดูพวกเขานำทั้งสองเข้าเฝ้าพระศุภมิตรเพื่อฝากเป็นมหาดเล็ก พระศุภมิตรทรงสงสัยว่าทำไมเด็กทั้งสองมีรูปร่างคล้ายตนเอง แต่ยังไม่สามารถยืนยันได้ ในขณะเดียวกัน นายสําเภาที่พาพระนางเกศินีไปก็กลับมาค้าขายในเมืองตักศิลา พระศุภมิตรทรงมอบหมายให้มหาดเล็กทั้งสองไปดูแลเรือของนายสําเภา คืนนั้นพระชัยเสนเล่านิทานให้น้องฟังจนเผลอเอ่ยถึงเรื่องราวในอดีต ทำให้พระชัยทัตร้องไห้ด้วยความคิดถึงบิดามารดา พระนางเกศินีที่ได้ยินเสียงก็จำได้และตรงเข้ามากอดลูกชายทั้งสอง และร้องไห้จนสลบไป
เมื่อความจริงปรากฏแก่พระศุภมิตร
พระองค์ทรงปลื้มปีติยิ่งนัก และทรงจัดพิธีเฉลิมฉลองอย่างสมพระเกียรติ
พระนางเกศินีผู้เปี่ยมไปด้วยคุณงามความดี
ได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นพระมเหสีอีกครั้งอย่างสง่างาม ส่วนพระชัยเสนและพระชัยทัต
พระราชโอรสทั้งสองพระองค์ ได้รับพระราชโองการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งมหาอุปราช
เพื่อร่วมกันดูแลบ้านเมืองให้เจริญรุ่งเรือง
ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
ครอบครัวศุภมิตรก็กลับมาอยู่ร่วมกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา ภายใต้ความรัก ความเมตตา
และความสงบสุข ชีวิตของพวกเขาเต็มไปด้วยความผาสุก
และกลายเป็นแบบอย่างของการเสียสละ ความอดทน และความรักในครอบครัวที่เป็นหนึ่งเดียว
นิทานพื้นบ้านนครราชสีมาเป็นมากกว่ามรดกทางวัฒนธรรมเพียงมิติเดียว หากแต่เป็นหัวใจของอัตลักษณ์แห่ง "โคราชมหานคร" ที่สืบสานภูมิปัญญาและจิตวิญญาณแห่งแผ่นดิน นิทานเหล่านี้ไม่เพียงสะท้อนวิถีชีวิต ขนบธรรมเนียมประเพณี และคุณธรรมอันดีงามของบรรพบุรุษ แต่ยังเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวความภาคภูมิใจในท้องถิ่น ตามแนวคิด "รักอะไรก็ไม่สู้รักท้องถิ่น" ที่แสดงถึงความรักและความผูกพันต่อถิ่นฐานบ้านเกิด
นิทานพื้นบ้านโคราชเป็นเครื่องมือการเรียนรู้ที่มีชีวิตชีวา เนื้อหาที่ใกล้ตัวและเข้าใจง่ายช่วยส่งเสริมทักษะทางภาษา การคิดวิเคราะห์อย่างมีเหตุผล และกระตุ้นจินตนาการสร้างสรรค์ อีกทั้งยังสอดแทรกค่านิยมที่ดีงามและปลูกฝังความรักในแผ่นดินเกิดผ่านเรื่องราวที่สนุกสนาน นำไปสู่การพัฒนาผู้เรียนอย่างรอบด้านทั้งอารมณ์ สังคม และสติปัญญา
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น