นางบอน กินบอนแล้วคันคอ - ครูชุติเดช สุภารัตน์

 


นางบอน - กินบอนแล้วคันคอ
เล่าเรื่องโดย ครูชุติเดช  สุภารัตน์

ณ หมู่บ้านเล็กๆ ริมลำน้ำแห่งหนึ่ง มีครอบครัวหนึ่งประกอบด้วยสามีภรรยาและลูกน้อยหลายคน ครอบครัวนี้ควรจะมีความสุข แต่กลับพบแต่ความทุกข์ เพราะฝ่ายภรรยาเป็นคนปากร้าย ชอบพูดจาหยาบคายกับสามีและคนรอบข้าง ไม่ว่าสามีจะทำสิ่งใดก็ไม่ถูกใจ วันๆ มีแต่คำด่าทอรุนแรงดังไปทั่วหมู่บ้าน ลูกๆ ของพวกเขาต้องใช้ชีวิตท่ามกลางความขัดแย้ง ไม่เคยได้นอนหลับอย่างสงบ จนทำให้ร่างกายอ่อนแอ เจ็บป่วยบ่อยครั้ง น่าสงสารยิ่งนัก ชาวบ้านต่างพากันเวทนาเด็กๆ แต่ก็ไม่กล้าเข้าไปยุ่งเกี่ยว เพราะกลัวลิ้นคมของหญิงผู้นั้น

วันหนึ่งยามเย็น ท้องฟ้าสีแดงเรื่อ สามีภรรยาพากันไปอาบน้ำที่ลำคลองใกล้หมู่บ้าน ซึ่งเป็นจุดที่ชาวบ้านนิยมไปอาบน้ำกัน ขณะที่สามีกำลังเตรียมตัวลงน้ำ ภรรยาก็เริ่มหาเรื่องด่าว่าเขาต่อหน้าชาวบ้านที่มาอาบน้ำ ด้วยถ้อยคำรุนแรงกว่าที่เคย ชาวบ้านพากันมองด้วยความอับอายแทนสามี ความอดทนที่สะสมมานานหลายปีระเบิดออกมา เขาผลักภรรยาอย่างแรง จนนางพลัดตกลงไปในลำน้ำที่กำลังเชี่ยวกราก เพราะฝนตกหนักในป่าต้นน้ำมาหลายวัน เมื่อหญิงปากร้ายตกลงไป กระแสน้ำก็พัดพานางจมหายไปทันที สามีตกใจมาก รู้สึกผิดที่ทำให้นางตกน้ำ จึงกระโดดลงไปช่วย เขาว่ายน้ำเก่ง แต่กระแสน้ำนั้นเชี่ยวเกินไป สามีพยายามคว้าตัวนางไว้ได้ แต่เมื่อพานางขึ้นมาบนฝั่ง ก็พบว่านางไม่หายใจแล้ว ด้วยความตกใจและเสียใจ เขาได้แต่ร้องถามว่า "เข็ดหรือยังอย่าปากร้ายแบบนี้อีก" แต่สิ่งประหลาดก็เกิดขึ้น ร่างไร้วิญญาณนั้นเหมือนจะกระตุก และริมฝีปากขยับเป็นคำว่า "ไม่เข็ด!" เสียงสุดท้ายก่อนที่วิญญาณจะหลุดลอยออกไป ด้วยความหวาดกลัวและโกรธแค้นสามีจึงใช้ดาบที่พกติดตัวตัดศีรษะนางออก แล้วโยนศีรษะนั้นลงไปในลำน้ำที่กำลังเชี่ยวกราก

ศีรษะของหญิงปากร้ายลอยไปตามน้ำ ไกลออกไปทางทิศใต้ ตลอดเส้นทางที่ศีรษะลอยผ่าน พืชริมน้ำจะเหี่ยวแห้งทันที ปลาที่ว่ายเข้าใกล้ก็ลอยคว่ำตาย น้ำในลำธารตรงจุดที่ศีรษะลอยผ่านจะขุ่นเป็นสีเหลืองน่ากลัว ชาวบ้านริมน้ำตลอดทางเล่าว่าได้ยินเสียงด่าทอแว่วมาตามสายลมทุกคืนตลอดสามวันสามคืน เนื้อหนังบนศีรษะค่อยๆ เน่าเปื่อยหลุดออก จนเหลือเพียงกะโหลกเปล่า ลอยไปติดอยู่บริเวณตลิ่งหน้าวัดศรีสนามคงคา ซึ่งอยู่ห่างจากหมู่บ้านไปไกลมาก วัดแห่งนี้เป็นวัดที่สงบร่มเย็น พระสงฆ์ทุกรูปล้วนมีความเมตตา ปฏิบัติธรรมเคร่งครัด และอยู่ร่วมกันด้วยความสามัคคี ไม่เคยมีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งมาก่อน

เช้าวันหนึ่ง พระสงฆ์หนุ่มรูปหนึ่งเดินลงมาล้างเท้าที่ลำน้ำ เห็นกะโหลกลอยมาติดตลิ่ง คิดว่าเป็นกะลามะพร้าว เลยนำมาใช้ตักน้ำล้างเท้าเรื่องประหลาดก็เกิดขึ้น ทันทีที่พระสงฆ์รูปนั้นใช้กะโหลกตักน้ำ เขากลับรู้สึกหงุดหงิดอย่างประหลาด เดินกลับไปวัดด้วยใบหน้าบึ้งตึง เมื่อพบพระรูปอื่นก็เกิดโทสะ พูดจาหยาบคาย ผิดกับนิสัยปกติโดยสิ้นเชิง ไม่เพียงแค่พระรูปนั้น พระรูปอื่นๆ ที่อยู่ใกล้ก็พลอยรู้สึกโกรธเคืองไปด้วย จนเกิดการทะเลาะวิวาทขึ้นในวัด ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเลยในรอบสิบปี

ท่านสมภารผู้เป็นเจ้าอาวาส สังเกตเห็นความผิดปกตินี้ จึงออกตามหาสาเหตุ  จึงสรุปได้ว่าความวุ่นวายนี้เกิดจากกะโหลกศีรษะของวิญญาณอาฆาตแค้นแน่นอน ท่านสมภารจึงนำกะโหลกไปทำพิธีเผาให้เป็นเถ้าในกองไฟศักดิ์สิทธิ์ เปลวไฟลุกโชติช่วงเป็นสีแดงเพลิง เถ้าถ่านของกะโหลกถูกนำไปฝังที่ป่าละเมาะหลังวัด ซึ่งเป็นที่ที่บอนขึ้นอยู่มากมาย เถ้าของวิญญาณหญิงปากร้ายซึมลงดิน ต้นบอนดูดซับเอาพลังอาฆาตแค้นนั้นเข้าไป

หลายวันต่อมา ญาติโยมนำปลาย่างมาถวายสมภาร ท่านอยากฉันแกงบอนปลาย่าง จึงสั่งให้ไปตัดบอนมาแกง แต่แปลกตรงที่บอนในป่าหลังวัดมีขนาดใหญ่ผิดปกติ ใบเขียวเข้มกว่าที่เคยเห็น เมื่อแกงเสร็จ สมภารลองฉันคำแรกก็รู้สึกคันปากมากจนทนไม่ไหว แม้จะล้างปากหลายครั้งก็ไม่หาย ท่านนั่งสมาธิและเห็นนิมิต เข้าใจทันทีว่าเถ้ากระดูกของหญิงปากร้ายได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของต้นบอน ทำให้บอนที่เคยมีรสหวานกลายเป็นพืชที่ทำให้คัน ชาวบ้านจึงพยายามหาวิธีแก้คัน และพบว่ามะขาม  ข่า ตะไคร้ สมุนไพรเหล่านี้สามารถบรรเทาอาการคันได้ นับแต่นั้นมา บอนจึงกลายเป็นพืชที่กินแล้วคันคอ และชาวบ้านต้องใส่มะขามเปียก ข่า ตะไคร้

ชาวโคราชนิยมนำบอนมาแกงกับปลาย่าง เรียกว่า แกงบอนปลาย่าง บางครัวเรือนนิยมแกงบอนกับปลาส้ม หรือแกงบอนกับเนื้อสัตว์ชนิดต่างๆ ซึ่งเป็นอาหารพื้นบ้านที่มีรสชาติเข้มข้นกลมกล่อม นับเป็นภูมิปัญญาของชาวโคราชที่รู้จักนำสิ่งไม่ดีมาปรับใช้ให้เกิดประโยชน์










ความคิดเห็น